บทที่ 3 พระนางของนิยาย

บทที่ 3

พระนางของนิยาย

รถม้าเคลื่อนตัวช้า ๆ ผ่านเส้นทางต่าง ๆ ที่ลัดเลาะไปถึงตลาดกลางเมืองหลวง ตรงไปยังร้านในเครือของตระกูลหนิงที่อยู่ใจกลางตลาด ช่วงบ่ายของวันเป็นช่วงที่คนไม่มาก แต่ก็ไม่น้อยเกินไป เสียงแม่ค้าพ่อค้าเรียกลูกค้าหน้าร้านเริ่มดังมาให้ได้ยินเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง

ภายในรถม้า อี้เยว่นั่งยิ้มให้น้องสาวต่างมารดาที่นั่งนิ่งสบตานางอยู่ ในนิยายที่มารดาเคยเล่า ทั้งสองเหมือนขาวกับดำที่แตกต่าง ซึ่งแน่นอนว่าในสายตาคนอื่น อี้เยว่คือดำ และฉีฉีคือขาว

ดอกไม้สีดำสกปรกที่ไม่น่าเข้าใกล้ ดูน่ากลัว เต็มไปด้วยลางร้าย กับดอกเหลียนฮวาสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมและ

น่ามอง มันช่างเป็นความแตกต่างที่เทียบกันไม่ได้สักนิด

“ดูเจ้าจะอึดอัดนะ”

“ท่านพี่กล่าวเกินไปแล้ว ข้าจะอึดอัดได้ยังไงกัน เพียงไม่คุ้นชินกับเมืองหลวงเท่านั้น ที่เมืองหลวงอากาศเย็นกว่ามาก จึงไม่ค่อยสบายตัว เสียงก็ดังอีกด้วย”

ฉีฉีแก้ตัวด้วยรอยยิ้ม แต่สีหน้ายังเต็มไปด้วยความอึดอัดเช่นเดิม แต่ที่อึดอัดเพราะกลัวว่าจะถูกจับพิรุธได้ พี่สาวของนางมีสายตาที่น่ากลัว ถึงจะมั่นใจว่าข่าวที่หามาดีแต่ต้องระวังไว้ก่อน

“เป็นธรรมดา ที่นี่คนมาก ถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางของแคว้น คนที่เข้าออกต่อวันยังนับไม่ถ้วน เข้ามาหวังค้าขายให้ตัวเองร่ำรวย แล้วจะเงียบเป็นป่าช้าอย่างเมืองที่เจ้าจากมาได้อย่างไร เจ้าควรทำตัวให้ชินเข้าไว้ เมืองหลวงมีหลายอย่างที่เจ้าต้องเรียนรู้”

“ขอบคุณท่านพี่ที่ชี้แนะ ข้าคงต้องรบกวนท่านพี่จัดการเรื่องต่าง ๆ ให้แล้วเพราะข้าไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก”

สายตาของฉีฉีที่ใช้มองผู้เป็นพี่สาว ไม่ได้มีแววความหวาดกลัวอย่างตอนที่แสดงออกที่จวนอัน มีแต่แววตาที่แสดงออกว่าตัวเองไม่ได้โง่

ใช่…นางหัวเราะเสียงเบาออกมาให้กับท่าทางของน้องสาว เพียงออกมาจากจวนอันไม่เท่าไร ไม่มีใครที่ต้องให้ตนเองรักษาสีหน้า ตอนนี้จากนางเอกที่น่าสงสาร เห็นใจ และอ่อนแอ กลับปรากฏอีกด้านให้อี้เยว่ได้ชื่นชม

“ดูเจ้าจะไม่ใช่คนที่ขี้กลัวอย่างที่ข้าเห็นตอนแรกนะ”

“ข้าจะหวาดกลัวพี่สาวตัวเองได้อย่างไรกัน ตอนแรกเพียงทำตัวไม่ถูกเท่านั้น ท่านเป็นพี่สาวข้า น้องสาวพี่สาวไม่มีอะไรต้องปิดบังกังวลเสียหน่อย ที่ข้าไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าคนอื่นเพราะกลัวว่าจะทำใครไม่พอใจเท่านั้น ส่วนท่านพี่ที่ออกปาก ข้าจึงวางใจ เลยกล้าแสดงความเป็นตัวเอง”

“ดีแล้ว วันนี้เจ้าอยากได้อะไรก็ซื้อเถอะ ที่เมืองหลวงของสวยงามมาก ดูเหมาะกับเจ้า ข้ายังจำใบหน้ามารดาเจ้าได้ พอดูเจ้าแล้วเหมือนมารดาไม่มีผิด งดงาม อ่อนหวาน น่าทะนุถนอมในมือ เป็นดอกบัวขาวที่ต้องดูแลอย่างดี น่าเสียดายที่นางสิ้นใจตายไปก่อน ไม่อย่างนั้นคงได้มองบุตรสาวอย่างเจ้าเติบโต”

“พี่สาวชมข้าเกินไปแล้ว ข้าจะเทียบกับคำชมท่านพี่ได้ยังไงกัน”

ฉีฉีไม่พอใจอยู่บ้างที่พี่สาวเลือกเอาเรื่องมารดาของนางขึ้นมาพูด เพราะคนที่นี่ยังไม่ลืมเรื่องที่มารดาของนางก่อไว้ นางจึงไม่อยากพูดชื่อของมารดามากนัก ด้วยกลัวว่าผู้คนจะอาศัยเรื่องนี้ขึ้นมาต่อว่า

“ข้าเพียงพูดตามสิ่งที่เห็น หลังงานเลี้ยงจะเป็นงานแต่งขององค์ชายรอง เจ้าก็เลือกชุดเผื่อเลยแล้วกัน อ่อ…จริงสิ ข้าจำได้ว่าตอนเด็กเจ้ากับองค์ชายรองสนิทสนมกันมาก กลับมายังได้ไปร่วมงานแต่งคงดีไม่น้อยเลย”

ฉีฉีที่ยิ้มตอนนี้ใบหน้าราบเรียบทันที แต่ไม่นานก็แสร้งยิ้มออกมาเช่นเดิม ทำราวกับว่านางไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ถึงจะเพียงชั่วพริบตาที่สีหน้าเปลี่ยน อี้เยว่ที่จับตาดูตลอดก็เห็นมันเต็มสองตา

“เจ้าค่ะ ข้าจะเลือกเผื่อ”

“งานเลี้ยงในเมืองหลวงมีหลายงาน ข้าเองมีงานล้นมือ ต่อจากนี้หากมีงานอะไรที่ข้าไปไม่ได้ต้องรบกวนเจ้าที่เป็นน้องสาวไปแทน เจ้าจะได้ถือโอกาสหาเพื่อนให้ตัวเองด้วย มีเพื่อนจะได้ไม่เหงา”

อี้เยว่แสดงบทพี่สาวแสนดีที่ดูและให้คำแนะนำน้องสาวที่น่ารัก  สายตาก็เต็มไปด้วยความจริงใจ ก่อนจะหันไปสนใจข้างนอกหน้าต่าง มองทุกอย่างที่รถม้าผ่านราวกับว่ากำลังท่องเที่ยว

ฉีฉีลอบมองท่าทีพี่สาว รอยยิ้มลับหลังที่นางแสดงออกมาคือรอยยิ้มของคนเสียสติจนดูน่ากลัว

ไม่นานรถม้าก็หยุดลงที่หน้าร้านขายอาภรณ์ที่มีชื่อหนึ่งในสามของเมืองหลวง ผู้คนที่เดินเข้าออกล้วนเป็นคุณหนูที่มีฐานะจากตระกูลใหญ่ ทั้งลูกฮูหยินเอกและรอง เพื่อมาซื้อหาชุดและเครื่องประดับ

ที่นี่เป็นร้านในเครือของตระกูลหนิงของผู้เป็นตา ซึ่งคนที่ดูแลที่นี่ตอนนี้คืออี้เยว่ ด้วยมารดาเดินทางไปทำการค้าที่แคว้นอื่น งานที่นี่จึงเป็นนางที่ได้รับผิดชอบดูแลทั้งหมด

เมื่ออี้เยว่ปรากฏตัว เหล่าคุณหนูคุณชายที่เดินไปมาต่างหยุดฝีเท้าเพื่อถวายพระพร

“ตามสบายเถอะ”

อี้เยว่ยิ้มแย้มสดใส เดินผ่านคนเหล่านั้นเข้าไปด้านในของร้านที่มีลูกค้าเดินไปมาไม่มากจนดูน่าอึดอัด ด้านหลังเป็นฉีฉีที่ก้มหน้านิ่งมองเพียงพื้นทางเดิน ดูท่าทางหวาดกลัว ไม่กล้าสู้หน้าใคร

ผู้คนที่เห็นต่างหันหน้าไปพูดคุยว่าสตรีที่เดินตามท่านหญิงอี้เยว่คือใครกัน หรือจะเป็นจริงตามข่าวลือที่ว่าน้องสาวต่างมารดาที่ถูกส่งตัวไปอยู่ที่เมืองอื่นกลับมาเมืองหลวงแล้ว

แม้ฉีฉีจะก้มหน้าเดินตลอดเวลา ทั้งมีเส้นผมสีดำสนิทตกลงมาปกปิดใบหน้า แต่ความงามของนางก็ไม่ได้น้อยลง ทำเอาหลายคนให้ความสนใจ

“นั่นน้องสาวของท่านหญิงอี้เยว่หรือ ช่างงดงามเหมือนพี่สาวไม่มีผิด”

“แต่ดูนางจะขี้กลัวและขี้อายนะ เล่นก้มหน้าขนาดนั้น”

“อย่าว่าไป นางเพิ่งกลับมาเมืองหลวงหลังจากที่จากไปหลายปี เป็นเรื่องปกติที่นางจะเขินอาย ดูท่าในงานเลี้ยงคงมีเรื่องสนุกแน่ ๆ”

“จริงด้วย การแสดงที่เราคิดว่าดีที่สุดคงจะเปลี่ยนมือ ขนาดนางอาศัยที่เมืองอื่นตั้งนาน ชื่อเสียงความสามารถยังดังมาถึงเมืองหลวง ข้าคิดว่านางต้องเก่งมากแน่ ๆ ท่านหญิงอี้เยว่ยังออกหน้าขนาดนี้ ใครจะมองข้ามนางได้อีก”

“ข้าสงสัยจริง ๆ ท่านหญิงช่างเมตตา ขนาดน้องสาวต่างมารดายังเมตตามากขนาดนี้”

เสียงพูดคุยตลอดทางที่อี้เยว่เดินผ่านทำให้นางยิ้มกว้างมากขึ้น นางต้องเป็นพี่สาวที่ดีของน้องสาวเพื่อส่งให้น้องสาวไปถึงจุดที่ฝันเอาไว้

เมื่อเข้ามาถึงห้องส่วนตัว อี้เยว่ก็เรียกช่างนับสิบที่ฝีมือดีที่สุดออกมาวัดตัวน้องสาว แล้วเร่งจัดหาชุดที่มีอยู่มาให้ฉีฉีได้เลือกด้วยตัวเอง โดยที่นางทำหน้าที่นั่งมอง

ฉีฉีจับตาดูพี่สาวต่างมารดาแทบตลอดเวลา นางไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายทำดีกับนางมากขนาดนี้ เพราะเท่าที่สืบมา พี่สาวของนางไม่ได้ใส่ใจใครมากนัก สิ่งที่อีกฝ่ายสนใจคืองาน นอกนั้นไม่สน ขนาดข่าวลือเสียหายของตัวเองยังไม่สนใจที่จะแก้ข่าวหรือว่าทำอะไร

อี้เยว่ที่เห็นสายตาของฉีฉีก็รู้ความคิดอีกฝ่าย นางยิ้มแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ

“เป็นอะไรไป ทำไมเงียบไปแบบนั้น เลือกชุดได้แล้วเหรอ”

“ข้าเพียงสงสัยว่าทำไมท่านพี่ดีกับข้านัก ทั้งที่เราไม่ใช่พี่น้องแท้จริง ทั้งยังไม่ได้สนิทสนม”

“อย่าคิดมากเลย ข้าเพียงไม่อยากขายหน้า ถึงข้าไม่ได้สนิทอะไรกับเจ้า อย่างไรเจ้าก็คือน้องสาว ข้าต้องดูแลให้ดี ถ้าเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมาไม่ได้เสียแค่ตระกูลอัน แต่ยังรวมถึงวัง

โมลี่และวังชินอ๋องด้วย ตอนนี้เจ้ามาเมืองหลวงเจ้าคือน้องสาวท่านหญิงอี้เยว่ อย่าคิดมากสิ”

อี้เยว่ว่าจบก็หันไปรับรายงานร้านค้าจากคนสนิทที่เดินเข้ามามอบมันให้มาอ่าน เลิกสนใจฉีฉีที่ยังมองอยู่

สำหรับอี้เยว่ เรื่องราวในอนาคตนางรู้มาเพียงส่วนที่มารดาเขียนเป็นนิยายเอาไว้ให้อ่าน นางไม่รู้ว่าเรื่องราวเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ยังจะมีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เกิดขึ้นเหมือนเดิมหรือไม่เหมือน ฉะนั้นอี้เยว่อยากจะมั่นใจเสียก่อน

ส่วนน้องสาวต่างมารดา ถึงอีกฝ่ายจะฉลาดมากแค่ไหนแต่ยังไม่รู้เรื่องราวของนิยายเท่านาง และดูจากท่าทาง ฉีฉีคงมั่นใจมากว่าชนะนางได้

ทำไมคิด ๆ ดูแล้วน้องสาวคนนี้ช่างเหมือนมารดาที่ตายไปแล้วของอีกฝ่ายไม่มีผิด ท่านแม่เล่าว่าสตรีที่ชื่อจูอินมีความมั่นใจมากและคิดว่าตัวเองฉลาด ควบคุมได้ทุกอย่าง

แต่ทุกอย่างที่คุมได้ทำได้เพียงกับคนที่โง่กว่าเท่านั้น ไม่ใช่นาง

คนแบบนี้ที่พลาดง่ายที่สุด มัวแต่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เชื่อข่าวปลอม ๆ ที่สืบมาได้โดยไม่ใส่ใจค้นให้มากกว่านี้

ข่าวที่ฉีฉีได้ไปเกี่ยวกับอี้เยว่ เป็นตัวนางเองที่เตรียมมันขึ้นมา ในความเข้าใจของน้องสาว อี้เยว่คือท่านหญิงที่มั่นใจสูงและสนใจงานในมือมากกว่าเรื่องอื่น ๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องรอบตัวหากมันไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง

ที่นางทำแบบนี้เพราะอยากรู้ว่าน้องสาวกลับมาด้วยต้องการอะไร มีอะไรที่ทำให้น้องสาวถึงกับสร้างชื่อให้ตัวเอง เพิ่มความโดดเด่นเป็นคนที่อยู่ในข่าวลือแม้จะอยู่ห่างจากเมืองหลวง

หรือจะเพราะเป็นนางเอกเลยต้องเด่น ไหนจะต้องสร้างเส้นทางให้กลับมาหาพระเอกของเรื่องที่เฝ้ารอกันได้อีก ดูเป็นนิยายที่มีความรักหวานซึ้งของพระนางจริง ๆ กว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคไปมีรักที่มั่นคงได้ไม่ง่ายเลย

เรื่องของพระเอกนางเอกลำบากจริง ๆ

ไม่ทันได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ เสียงตกใจโวยวายด้านนอกห้องก็ดังเข้ามา ทำให้อี้เยว่เลิกคิ้ว

ไม่ผิดจากนิยายที่ท่านแม่เขียนเอาไว้เลย หลายอย่างเปลี่ยนแต่เนื้อหาหลักยังอยู่ครบ ตัวละครหลักก็เช่นกัน

ปัง…

เสียงเปิดประตูที่ดังสนั่นทำให้คนทั้งหมดในห้องที่กำลังวุ่นวายกับการวัดตัวและนำชุดออกมาให้ฉีฉีลองถึงกับยืนนิ่งแสดงสีหน้าตกใจ ตัวอี้เยว่เองก็ลุกขึ้นแล้วมองไปยังแขกที่เปิดประตูเข้ามาโดยไม่สนใจอะไร

คนที่เข้ามาใหม่คือโจวเว่ยคังที่กำลังยืนนิ่ง ดวงตาคมจ้องมองไปที่สตรีเพียงหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางคนงานของร้านกว่าสิบที่เลือกชุดอยู่ พระเอกนางเอกของเรื่องมองตากันนิ่งนานหลายลมหายใจจนเสียงไอของอี้เยว่ปลุกสติพวกเขาสองคน

“ถวายพระพรองค์ชายรองเพคะ”

อี้เยว่ยิ้มแย้มพูดขึ้นทันที ทำให้คนทั้งห้องต่างก็เอ่ยถวายพระพร ส่วนฉีฉีเมื่อถวายพระพรจบก็ได้แต่ก้มหน้านิ่ง

“พวกเจ้าตามสบาย ข้าเพียงมาหาฉีฉีเท่านั้น”

คำพูดที่ตรงไปตรงมาทำเอาทุกคนตกใจ คนงานต่างมองหน้ากันไปมาเพราะทำตัวไม่ถูก

อี้เยว่มองโจวเว่ยคังที่สายตาไม่ละไปจากร่างของน้องสาวต่างมารดา หากเป็นในนิยายที่อ่าน แม้อี้เยว่จะเสียมารดา แต่ว่าสมบัติและอำนาจตระกูลหนิงยังอยู่ เมื่อนางอายุได้สิบสี่ก็เข้ามาเรียนรู้งานต่าง ๆ ช่วยผู้เป็นลุงที่หนึ่งปีจะมาตรวจงานครั้งหนึ่ง

วันนี้ก่อนงานเลี้ยง พระเอกนางเอกจะมาเลือกชุดไปร่วมงาน แล้วเป็นอี้เยว่ที่ไม่พอใจ ริษยาน้องสาวจนก่อเรื่องทำให้

ฉีฉีบาดเจ็บ ส่วนที่ว่าบาดเจ็บมันก็แค่การล้มเท่านั้น ซึ่งพระเอกของเรื่องไม่พอใจมากแล้วต่อว่านางไปหลายคำทีเดียว

ถึงเรื่องราวจะเปลี่ยนไปมาก แต่ก็เปลี่ยนให้พระนางไม่เจอกันไม่ได้ วันนี้อย่างไรพวกเขาก็พบหน้า

เห็นพวกเขามองกันแบบนี้อี้เยว่จึงโบกมือให้คนงานทยอยออกไปจากห้อง ร่วมถึงตัวนางด้วยที่เดินออกมาเงียบ ๆ

ช่วงซึ้งใจของพระนาง อี้เยว่จะยุ่งเกี่ยวได้ยังไงกัน แต่เมื่อก้าวออกมาจากห้อง หันไปไม่ได้เกินสิบลมหายใจ เสียงด้านหน้าร้านก็ดังมาเข้าหู ตัวละครที่เป็นนางร้ายอีกตัวโผล่มาแล้ว

อินผิง หลานสาวคนโปรดของมหาเสนาบดีอินและคนที่เหลียงฟาง กุ้ยเฟยวางตัวเป็นชายาเอกของโจวเว่ยคัง บุตรชายสุดที่รัก

น่าจะเป็นอีกวันที่สนุกมาก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป